คลังเก็บหมวดหมู่: เด็กปฐมวัย

การเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย

มาตรฐาน

การเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย   

                เด็กอายุ 0 – 1 ปี

               นิทานที่เหมาะสมในวัยนี้ ควรเป็นหนังสือภาพที่เป็นภาพเหมือนรูปสัตว์ ผัก ผลไม้ สิ่งของในชีวิตประจำวัน และเขียนเหมือนภาพของจริง มีสีสวยงาม ขนาดใหญ่ชัดเจน เป็นภาพเดี่ยวๆที่มีชีวิตชีวา ไม่ควรมีภาพหลัง หรือส่วนประกอบภาพที่รกรุงรัง รูปเล่มอาจทำด้วยผ้าหรือพลาสติก หนานุ่มให้เด็กหยิบเล่นได้
                เวลาเด็กดูหนังสือภาพ พ่อแม่ควรชี้ชวนให้ดูด้วยความรัก เด็กจะตอบสนองความรักของพ่อแม่ด้วยการแสดงความพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและหนังสือภาพจึงส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกด้วย

               เด็กอายุ 2 – 3 ป

              เด็กแต่ละคนจะเริ่มชอบต่างกัน แล้วแต่สภาพแวดล้อมที่ถูกเลี้ยงดู การเลือกหนังสือนิทานที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ ควรเป็นหนังสือนิทาน หรือหนังสือภาพที่เด็กสนใจ ไม่ควรบังคับให้เด็กดูแต่หนังสือที่พ่อแม่ต้องการให้อ่าน หนังสือที่เหมาะสม ควรเป็นภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สัตว์ สิ่งของ    เด็กเล็กในช่วงนี้ มีประสาทสัมผัสทางหูดีมาก หากมีประสบการณ์ด้านภาษา และเสียงที่ดีในวัยนี้ เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพด้านภาษาและดนตรีได้ดี โดยเฉพาะช่วงอายุ 2 – 4 ปี เด็กมีความสนใจเสียงและภาษาที่มีจังหวะ เด็กบางคนจำหนังสือที่ชอบได้ทั้งเล่ม จำได้ทุกหน้า ทุกตัวอักษร เหมือนอ่านหนังสือออก เด็กอายุ 3 ปี มีจินตนาการสร้างสรรค์ อยากรู้อยากเห็น เข้าใจเรื่องเล่าง่ายๆ ชอบเรื่องซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้น หากเด็กมีประสบการณ์ที่ดีในช่วงเวลานี้ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างนิสัยรักการอ่าน ของเด็กในอนาคต

                                                เด็กอายุ 4 – 5 ปี

                เด็กวัยนี้มีจินตนาการสร้างสรรค์ อยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัวเกี่ยวกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมว่าสิ่งนี้มาจากไหน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างความจริงกับเรื่องสมมุติ นิทานที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ควรเป็นนิทานที่เป็นเรื่องที่ยาวขึ้น แต่เข้าใจง่าย ส่งเสริมจินตนาการ และอิงความจริงอยู่บ้าง เนื้อเรื่องสนุกสนานน่าติดตาม มีภาพประกอบที่มีสีสรรสดใสสวยงาม มีตัวอักษรบรรยายเนื้อเรื่องไม่มากเกินไป และมีขนาดใหญ่พอสมควรใช้ภาษาง่ายๆ การอ่านนิทานให้เด็กฟัง พร้อมกับชี้ชวนให้เด็กดูภาพ ในหนังสือประกอบ จะเป็นการสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพลังเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ
                 หากเด็กพบว่าเด็กชอบหนังสือเล่มใดเป็นพิเศษ ก็จะให้พ่อแม่อ่านซ้ำไปมาทุกวันไม่เบื่อ ดังนั้นพ่อแม่ควรอดทนเพื่อลูก เด็กบางคนจำข้อความในหนังสือได้ทุกคำ แม้ว่าจะมีคำบรรยายยาว ได้ทั้งเล่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก

 

การฝึกทักษะการสังเกตให้กับเด็ก

มาตรฐาน

การฝึกทักษะการสังเกตให้กับเด็ก

 
                         การที่จะให้เด็กมีทักษะการสังเกตเมื่อเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่  เด็กจะต้องได้รับการฝึก
ตั้งแต่ยังเล็กอยู่  ดังนั้นครู  พ่อแม่  ผู้ใหญ่  หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กจะต้องจัดประสบ
การณ์ให้เด็กมีทักษะการสังเกต    ทักษะการสังเกตที่จะต้องฝึกให้กับเด็กมีดังนี้
                         1 เด็กจะต้องได้รับการฝึกอย่างต่อเนื่อง ในการสังเกตสิ่งของบางอย่างเพราะจะได้เห็น
ถึงความแตกต่าง
                         2 ครูหรือผู้ใหญ่จะต้องเตรียมสื่อ  อุปกรณ์ในการฝึกให้พร้อม  มีการออกแบบกิจกรรม
ล่วงหน้า
                         3 การฝึกจะต้องฝึกให้เด็กมีทักษะในการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า  ได้แก่  ตา  หู จมูก
ลิ้น  และกาย 
                         4 การฝึกทักษะการสังเกตครั้งแรก  ครูจะต้องทำให้เด็กเกิดความสนใจ  และความ
ตระหนักในสิ่งที่จะสังเกต   ดังนั้นกิจกรรมหรือสิ่งที่ให้สังเกตต้องเริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ  ก่อน แล้วจึง
เป็นสิ่งที่ยากขึ้น
                         5 การสังเกตในแต่ละครั้ง ข้อมูลของการสังเกตเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ  ครูจะต้องส่งเสริมให้เด็กนำมาช่วยในการตัดสินใจเมื่อเด็กจะต้องการแก้ปัญหา
                          การฝึกทักษะให้เด็กได้มีความสามารถในการสังเกตดังตัวอย่างข้างต้นแล้วในชีวิต

ประจำวันของเด็กจะต้องได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องและตลอดไป

การสอนสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กปฐมวัย

มาตรฐาน

การสอนสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กปฐมวัย

 
           จุดประสงค์ของการสอนสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กเล็ก เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม   คือเด็กต้องมีเจตคติที่ดี  มีความรู้ที่ถูกต้อง  และมีทักษะหรือการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อสิ่งแวดล้อม    สิ่งแวดล้อมมีทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิต  เช่น  พืช สัตว์  น้ำ หิน  ดิน ทราย  ต้นไม้  อากาศ  เป็นต้น  ปัจจุบันนี้มีการพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมมากเพราะ  มนุษย์ได้รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ  เราช่วยกันแก้ปัญหาโดยกำหนดหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาตั้งแต่ในระดับปฐมวัย  แต่ เราจะมีเฉพาะหลักสูตรเท่านั้นคงจะไม่ประสบความสำเร็จ   จำเป็นต้องมีกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กปฐมวัยรัก

ธรรมชาติและมีพฤติกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  กระบวนการที่กล่าวต้องเป็นกระบวนการที่พัฒนากาย
จิต  และปัญญา  เพื่อให้เด็กเกิดความรู้ จิตสำนึก  และมีพฤติกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  กระบวนการ
เรียนนี้ต้องเริ่มการปลูกฝังและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ในลักษณะของการเรียนรู้ที่ค่อยๆ  ซึมซาบเพื่อไป
สู่ภายในจิตใจ เข้าไปสู่กระบวนการคิด  แล้วแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์  โดยบุคคลที่เกี่ยว
ข้องกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กจะต้องร่วมมือกันปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็ก  เช่น  การทิ้งขยะ  การประหยัดน้ำ
การปลูกต้นไม้    เป็นต้น

การจัดทำแผนการจัดประสบการณ์

มาตรฐาน

การจัดทำแผนการจัดประสบการณ์

 
         การจะนำหลักสูตรระดับปฐมวัยสู่ห้องเรียน โดยคำนึงเด็กเป็นตัวตั้งคือการพัฒนาด้านร่างกาย
อารมณ์  จิตใจ  สังคม และสติปัญญานั้น  แผนการจัดประสบการณ์หรือแผนการจัดการเรียนรู้ มีความ
สำคัญ ครูปฐมวัยจำเป็นต้องเข้าใจถึงความมุ่งหมายในการจัดทำและแนวทางการจัดทำแผนฯ  และต้อง
คิดว่าเป็นหน้าที่ปกติที่จะต้องจัดทำ  แผนการจัดประสบการณ์ที่กล่าว มีสิ่งที่ควรระบุให้ชัดเจนดังนี้
         1 ชื่อหน่วย ชื่อแผน  วัน เดือนปี และระยะเวลาของการจัดประสบการณ์
         2 จุดประสงค์การเรียนรู้   ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน
         3  สาระการเรียนรู้  ตามที่ระบุไว้ในหลักสูตร แบ่งเป็น  2  ส่วน คือสาระที่ควรเรียนรู้ และประสบการณ์สำคัญ  ซึ่งได้วิเคราะห์ และกำหนดไว้ในสาระการเรียนรู้รายปี
         4  กิจกรรมการเรียนรู้  สามารถออกแบบได้หลายลักษณะ อาจจะเป็นกิจกรรมหลักทั้ง 6 กิจกรรม
ที่เราเข้าใจก็ได้ หรืออาจเรียกชื่อกิจกรรมแตกต่างกัน    ประเด็นที่สำคัญคือต้องครอบคลุมพัฒนา
การทุกด้านของเด็ก   อาจนำนวัตกรรมทางการศึกษาด้านปฐมวัยมาทดลองใช้ก็ได้
          5  สื่อ  และแหล่งเรียนรู้  ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียนหรือนอกสถานศึกษา เพื่อใช้ในการจัด
ประสบการณ์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่กำหนด
          6  การวัดและประเมินพัฒนาการ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละแผนการจัดประสบการณ์
          7  บันทึกผลหลังการจัดประสบการณ์  ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ มีรายละเอียดที่ต้องแสดงให้
เห็นในเรื่องของ  ผลการจัดประสบการณ์  ปัญหาที่เกิดขึ้น วิธีการแก้ไขปัญหา ข้อเสนอแนะ 
          8  ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้บริหาร 

การเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัย

มาตรฐาน

การเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัย

 
          การเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัยมีความสำคัญ เด็กจะได้พัฒนาการร่างกายในส่วนต่างๆ นั้น ครู

จำเป็นต้องจัดเพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวในลักษณะของรูปแบบต่างๆ  เช่น
          การเคลื่อนไหวพื้นฐานทั้งหมด ได้แก่ การเดิน  การคลาน  การคืบ  การวิ่ง   ฯลฯ
          การเคลื่อนไหวตามคำสั่ง
          การแสดงท่าทางตามคำบรรยาย  เรื่องราว
          การทำท่าทางกายบริหาร
          การเลียนแบบท่าทางสัตว์  การเลียนแบบท่าทางคน   การเล่นเลียนแบบเป็นสิ่งของ ฯลฯ
          การเคลื่อนไหวประกอบเพลง
          การเคลื่อนไหวเป็นผู้นำหรือผู้ตาม
          การเคลื่อนไหวสร้างสรรค์หรือการเคลื่อนไหวตามจินตนาการ
          กิจกรรมที่นำเสนอดังกล่าว นอกจากทำให้เด็กได้พัฒนาการด้านร่างกายแล้ว  เด็กยังได้พัฒนาการด้านอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย

ศิลปะการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย

มาตรฐาน
     นิทานเป็นศิลปะบันเทิงที่ผู้คนทั่วโลกต้องการ  ครูสามารถใช้นิทานเป็นสื่อ  เพื่อสอนจริยธรรม  ส่งเสริมจินตนาการ  ความคิดสร้างสรรค์  และใช้นิทานเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนิสัยรักการอ่านได้เป็นอย่างดี

          นิทานสามารถปลุกให้เด็กๆ  มีจิตใจอ่อนโยน  กล้าหาญ  และมีความรู้สึกเสียใจในความทุกข์ของผู้อื่น  รู้จักแบ่งปันความสุขให้ผู้อื่น

ประโยชน์ของการเล่านิทาน

1.  เป็นสื่อเชื่อมโยงความรักจากผู้เล่านิทานไปสู่ผู้ฟัง  หากผู้เล่า  เล่าด้วยความตั้งใจ  เต็มใจ

เล่าอย่างสนุกสนาน  มีชีวิตชีวา  และส่งผลถึงพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็ก  ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น  เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง  รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

2.  ฝึกให้เด็กรู้จักฟัง  มีสมาธิ

3.  เป็นการสร้างสรรค์ทางภาษาให้แก่เด็ก  ทำให้เด็กใช้ภาษาได้ถูกต้อง  รู้จักใช้คำศัพท์ต่างๆ  ถ้าผู้เล่าระมัดระวังในการเลือกใช้ภาษา  ใช้คำ  ภาษาให้ถูกต้อง  เด็กจะเกิดความสุนทรีย์

ในภาษา  เพราะมีแบบอย่างที่ดี

4.  ให้ความบันเทิงใจ  ทำให้เด็กผ่อนคลายอารมณ์ได้รับความสุขสนุกสนานเพลิดเพลิน

ทำให้ร่าเริง  แจ่มใส  สมวัย

5.  ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก  นิทานก่อให้เกิดจินตนาการ  คิดเสริมต่อเนื้อเรื่องในนิทาน  โดยมีเด็กๆ  เป็นตัวละครในเรื่อง  ทำให้เด็กมีโลกส่วนตัวที่เขาจะคิดสร้างสรรค์อะไรก็ได้ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเองตามมา

วัยอนุบาล อายุ  4 – 6 ปี

เด็กวัยนี้  เริ่มมีความคิดคำนึงในทางจินตนาการมากขึ้น  ต้องการสร้างความอบอุ่นใจโดยการ

สร้างความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่  เป็นระยะที่ความเจริญทางภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว  ฟังนิทานได้ครั้งละหลายๆ  เรื่อง  ชอบวาดรูปคน  ดอกไม้  สามารถเข้าใจหนังสือ  รูปภาพได้รวดเร็ว

ความสนใจและความต้องการฟังนิทาน  วัยนี้เป็นวัยสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว  ต้นไ  ดอกไม้  สัตว์  พ่อ  แม่  ญาติพี่น้อง  เด็กวัยเดียวกัน  ท้องฟ้า  พระอาทิตย์  พระจันทร์  ดวงดาวต่างๆ  รูปทรง  เสียง  ความสนใจสั้นมาก  ประมาณ  5 – 10 นาที  ชอบฟังคำคล้องจอง  ฟังนิทานสั้นๆ  ชอบนิทานประเภทสัตว์วิเศษ  พูดได้  เรื่องนางฟ้า  เทวดา  โดยเฉพาะนิทานก่อนนอนชอบเรื่องที่แสดงความยุติธรรม  จบเรื่องด้วยความสุข  เรื่องความตื่นเต้นเล็กน้อย  ตัวอย่างนิทาน  เช่น  หนูน้อยหมวกแดง  คนขายหมวกแดง  คนขายหมวกกับลิง  เจ้าหญิงนิทรา  ชินเดอเรลล่า  นิทานอีสป  เป็นต้น

ที่มา  http://soavaluc.igetweb.com/index.php?mo=3&art=442865

ผลของเด็กที่เกิดจากการดูทีวี

มาตรฐาน

ผลการศึกษาในสหรัฐพบว่า หากให้เด็กอายุ 3 ขวบดูโทรทัศน์มากเท่าไรอาจทำให้เด็กเสี่ยงเป็นคนก้าวร้าวมากขึ้นเท่านั้น ความเสี่ยงนี้ยังคงอยู่แม้เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้โดยที่เด็กไม่ได้ดู

เจน นิเฟอร์ แมนกาเนลโล จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก ที่อัลบานีร่วมกับคณะสาธารณสุขและเวชศาสตร์ เขตร้อน มหาวิทยาลัยทูเลน ศึกษากับสตรี 3,128 คน ใน 20 เมืองที่มีลูกช่วงปี 2541-2543 ระดับการศึกษาหลากหลายแต่ 1 ใน 3 เรียนไม่จบระดับมัธยมศึกษา สตรี 2 ใน 3 เผยว่าให้ลูกวัย 3 ขวบดูโทรทัศน์วันละไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 3 ชั่วโมง สตรีส่วนใหญ่เปิดโทรทัศน์วันละ 5 ชั่วโมง และเมื่อนำปัจจัยที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรง มีมารดาเป็นโรคซึมเศร้า มาคำนวณร่วมด้วยพบว่า การดูโทรทัศน์และจำนวนชั่วโมงที่เปิดโทรทัศน์มีส่วนสัมพันธ์อย่างมากกับ พฤติกรรมก้าวร้าว เช่น ชอบตีคนอื่น อารมณ์ร้าย ไม่เชื่อฟัง กรีดร้องบ่อย ๆ

คณะ นักวิจัยระบุว่า เด็กอาจเห็นภาพความรุนแรงจากโทรทัศน์ และการใช้เวลานั่งอยู่หน้าจอมากเท่าไรเท่ากับว่าเด็กมีเวลาทำกิจกรรมสร้าง สรรค์เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นน้อยลงเท่านั้น จึงต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเกี่ยวกับเนื้อหาของรายการโทรทัศน์และสิ่งที่ เกิดขึ้นภายในบ้านในช่วงที่เปิดโทรทัศน์ พร้อมกับหยิบยกคำแนะนำของสมาคมกุมารเวชอเมริกันไว้ในรายงานด้วยว่าไม่ ควรให้ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบดูโทรทัศน์เลย ส่วนเด็กที่โตกว่า 2 ขวบไม่ควรให้ดูโทรทัศน์เกินวันละ 2 ชั่วโมง

กิจกรรมพัฒนาการฟังสำหรับเด็กปฐมวัย

มาตรฐาน

เด็กเริ่มเรียนรู้ภาษาจากการฟังแล้วเลียนแบบเสียง  เลียนแบบการใช้คำ  ซึ่งนำไปสู่การพูด การฟังเบื้องต้นของเด็กในโรงเรียนเป็นการฟัง คำพูด ฟังเสียงดนตรี ฟังเสียงธรรมชาติและฟังเรื่องราวโดยเฉพาะนิทาน แล้วฝึกการถ่ายทอดด้วยการบอก การถาม การสนทนา และการเล่าเรื่อง ซึ่งการฟังนอกจากจะช่วยให้เด็กพัฒนาแล้วยังสร้างความเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยลักษณะของการฟังอาจเป็นการฟังจับเรื่อง  การฟังอย่างซาบซึ่ง การฟังเพื่อการวิเคราะห์ หรือการฟังเพื่อรู้และเข้าใจ

การฟังของเด็กเป็นการรับรู้เรื่องราวด้วยประสาทสัมผัสทางหูที่เด็กสะสมและนำไปสร้างเสริมพัฒนาการทางภาษามากกว่าการใช้เพื่อพัฒนาปัญญา เด็กจะเก็บคำพูด จังหวะ เรื่องราว จากสิ่งที่ฟังมาสานต่อเป็นคำศัพท์ เป็นประโยคที่จะถ่ายทอดไปสู่การพูด ถ้าเรื่องราวที่เด็กได้ฟังมีความชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจ เด็กจะได้คำศัพท์และมีความสามารถมากขึ้น พัฒนาการด้านการฟังของเด็กตามวัยเป็นดังนี้

อายุ 2 ขวบ ชอบฟังคำพูดสั้นๆ จูงใจ  ฟังเรื่องสั้นๆ และเพลงกล่อมเด็กวัยนี้ชอบคำซ้ำและเลียนแบบเสียง

อายุ 3 ขวบ ชอบฟังเสียงต่างๆ เช่น เสียงสัตว์  ยานพาหนะ  เครื่องใช้ในครัวเรือน ชอบฟังนิทาน ฟังได้นานและฟังอย่างตั้งใจ สามารถเข้าใจภาษาพูดง่ายๆของผู้ใหญ่ ทั้งคำถามและปฏิเสธ ชอบทดลองทำเสียงเหมือน เช่น เสียงรถยนต์  รถไฟ

อายุ 4 ขวบ  ฟังเรื่องได้นานขึ้น เริ่มตีความหมายเรื่องที่ฟัง เช่น ถามคำถามหรือต่อเรื่องได้ วัยนี้สามารถปฏิบัติตามคำสั่งง่ายๆได้ ชอบฟังเรื่องซ้ำๆและสามารถจำแนกความแตกต่างของเสียงได้

อายุ 5 ขวบ  ชอบฟังนิทาน เพลง เล่นภาษา เช่น คำคล้องจอง สามารถเข้าใจคำพูดข้อความยาวๆได้ ความเข้าใจทำให้เด็กวัยนี้พูดเก่งและจำแม่น

อายุ 6 ขวบ ฟังเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆรอบตัวได้ และเข้าใจ ถ้าไม่ซับซ้อนเกินไป

กิจกรรมการฟัง ที่ครูควรจัดได้แก่ การฟังนิทาน ฟังคำสั่ง ฟังการจำแนกเสียงลักษณะของการจัดกิจกรรมอาจนำไปสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนรู้อื่นๆหรือจัดแยกเป็นกิจกรรมอิสระก็ได้

เพลงสอนเด็กปฐมวัย

มาตรฐาน

เพลงตุ๊ดตู่
ตุ๊ดตู่อยู่กลางทุ่งนา สี่ตีนเดินมาอะรำซัมซัม
ช้างน้อยส่งเสียง ส่งสำเนียงเสียงดูดีดำ
อะรำซัมซัม ดูดีดำชื่นใจชื่นใจ

เพลงตบมือ
ตบมือห้าครั้ง หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
ตบให้ดังกว่านี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
กระโดดข้างหน้าห้าที หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
แล้วถอยกลับที่เหมือนเดิน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
กระโดดไปทางซ้าย หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
แล้วย้ายไปทางขวา หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
ส่ายสะโพกไปมา หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
หัวเราะห้าห้าดังดัง หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า

เพลงกิ่ง ก้าน ใบ
กิ่ง ก้าน ใบ ชะ ชะ ใบ ก้าน กิ่ง (ซ้ำ) ฝนตกลงมาจริง จริง (ซ้ำ)
ชะ ชะ กิ่ง ก้าน ใบ ชะ ชะ ใบ ก้าน กิ่ง

เพลงสบายตัว
อาบน้ำแล้วสบายตัว สบายหัวหนูหมั่นสระผม
ตัดเล็บที่มันแหลมคม ปากหอมน่าชมเพราะหนูแปรงฟัน

เพลงส่วนประกอบของร่างกาย
เรามีตาไว้ดู เรามีหูไว้ฟัง จมูกอยู่ตรงกลาง เอาไว้สำหรับหายใจ
เรามีมือสองมือ เอาไว้จับถือทำงานทั่วไป ส่วนขาพาเราเดินได้ ไปไหนไหนด้วยขาของเรา

เพลงสองตา สองหู
ตาสองตาไว้ดู หูสองหูไว้ฟัง สองขายืนแล้วนั่ง สองหูฟัง สองตาดู
มือสองมือของเรา เท้าของเราไว้เดิน ปากร้องเพลงเพลินเพลิน สองเท้าเดิน สองตาดู

เพลงตาดู หูฟัง
เรามีตาไว้ดู เรามีหูไว้ฟัง
คุณครูท่านสอนท่านสั่ง เราตั้งใจฟัง เราตั้งใจดู

เพลงตา หู จมูก
ตา หู จมูก จับให้ถูก จมูก ตา หู
จับใหม่จับให้ฉันดู (ซ้ำ)
จับจมูก ตา หู จับหู ตา จมูก

เพลงยานพาหนะ
หึ่ม หึ่ม หึ่ม เดครื่องบินกระหึ่มบนฟ้า
ปี๊น ปี๊น ปี๊น รถยนต์แล่นมาแต่ไกล
ปู๊น ปู๊น ปู๊น นั้นเสียงวูดของรถไฟ
ตึ๊ก ตึ๊ก ตึ๊ก ตึ๊ก ตึ๊ก เรือยนต์แล่นในแม่น้ำลำคลอง

เพลงองค์พระประมุข
พระเจ้าอยู่หัวหัวราชินี ทรงสร้างความดีเพื่อประชาชน
พระองค์สละความสุขส่วนตน เด็กเด็กทุกคนน้อมเกล้าสดุดี

เพลงถวายพระพร
เหล่าข้าพระบาท เด็กเด็กของชาติน้อมใจถวายพระพร
เฉลิมพระชนมพรรษาสถาพร องค์มิ่งขวัญนิกรปวงประชา
ขอจงทรงพระเจริญ ขอจงทรงพระเจริญ
ขอจงทรงพระเจริญ มีพระชนม์มายุยิ่งยืนนาน

เพลงหนูอยากเป็นอะไร
หนูจำหนูคิดดูเสียให้ดีดี
อนาคตจะเป็นสุขศรี โตขึ้นหนูนี้จะเป็นอะไร
หนูอยากเป็นทหาร ป้องกันอริราชศัตรู
หนูอยากเป็นครู ให้ความรู้เด็กเด็กทั่วไป
หนูอยากเป็นตำรวจ วิ่งไล่กวดผู้ร้ายเร็วไว
หนูอยากเป็นอะไร อ๋อนึกได้เป็นพยาบาล
หนูจ๋าหนู ต้องเรียนรู้ให้เชี่ยวชาญ
หนูต้องขยัน หมั่นทำการบ้านมาส่งคุณครู